ตกลงโครงการคนละครึ่ง พลัส สมัยรัฐบาล อนุทิศ ชาญวีรกูล ก็ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย โครงการนี้จะเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2568 รวมระยะเวลาประมาณ 2 เดือน โดยมีกรอบงบประมาณไม่เกิน 44,000 ล้าน
ใครที่อยากทราบรายละเอียดของโครงการ คนละครึ่ง พลัส ที่ทางคณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นชอบโครงการ คนละครึ่ง พลัส ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 มีอะไรบ้าง มาติดตามกันได้เลย
- เห็นชอบโครงการ คนละครึ่ง พลัส กรอบวงเงินงบประมาณจำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในรายละเอียดที่ไม่ขัดกับหลักการโครงการฯ เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพ
- เห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน25,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)และอนุมัติให้ สศค. เป็นหน่วยงานดำเนินโครงการฯ
- เห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำหรับการดำเนินโครงการฯ ทั้งนี้ สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท กค. โดย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะได้ดำเนินการขอรับจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการในโครงการ คนละครึ่ง พลัส ประกอบไปด้วย
- กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินแทนกัน
- กระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยกรมการปกครองตรวจสอบคุณสมบัติและคัดกรองกลุ่มเป้าหมายด้านการทะเบียนราษฎรโครงการฯ และหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ ตามที่ กค. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนด
- สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการขนส่งทางบก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการพัฒนาชุมชน สนับสนุนข้อมูล ร้านค้าให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติร้านค้าเป็นร้านค้าในโครงการฯ
- กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานครดำเนินการยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้าที่ประสงค์จะสมัครเข้าร่วมโครงการฯ
- เห็นชอบให้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มอบอำนาจให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับมอบหมายดำเนินการทางกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ แทน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยให้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการมอบอำนาจต่อไป
- เห็นชอบในหลักการการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ และมอบหมายกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรพิจารณาดำเนินการยกร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
โครงการ คนละครึ่ง พลัส ยังคงมีวัตถุประสงค์เหมือนกับโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1-5 ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจนถึงระดับฐานราก โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหารเครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยทุกระดับมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการ และเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน
สำหรับกลุ่มเป้าหมายนั้น โครงการคนละครึ่ง พลัส มีจำนวน 20 ล้านคน ลดลงจาก ระยะที่ 5 ที่มีจำนวน 26.5 ล้านคน โดยประกอบไปด้วยประชนชน 2 กลุ่ม ประกอบไปด้วย
- ประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด. 90) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเภทเดียว (ภ.ง.ด. 91) หรือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 95) ของปีภาษี 2567 ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568
- ประชาชนทั่วไป
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน คนละครึ่ง พลัส แน่นอนว่า
- ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย
- มีบัตรประจำตัวประชาชน
- มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
- ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูล ของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
- ไม่เป็นผู้ที่ถูก สศค. ระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5
ระยะเวลาของโครงการ คนละครึ่ง พลัส จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 โดยมีเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการในส่วนของประชาชนและผู้ประกอบการ ดังนี้
- สามารถลงทะเเบียนร้านค้าตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568 หรือระยะเวลาตามที่กระทรวงการคลัง โดย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนด
- เปิดรับลงทะเบียนประชาชนผู้ที่ประสงค์รับสิทธิโครงการ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม – 26 ตุลาคม 2568 ช่วงเวลา 6.00 – 22.00 น.
- ใครที่เคย ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) สามารถลงทะเบียนรับสิทธิและตรวจสอบผลผ่าน SMS และการแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง
- ใครที่ลงทะเบียนได้รับสิทธิ คนละครึ่ง พลัส สามารถใช้สิทธิได้ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 6.00 – 23.00 น.) ทั้งนี้ สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหารสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 6.00 – 21.00 น.)

วงเงินของโครงการ
วงเงินและแหล่งเงินของโครงการคนละครึ่ง พลัส ทางครม.เห็นชอบในจำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจาก
- งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท
- งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 19,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สศค. เพื่อดำเนินโครงการฯ
สิทธิประโยชน์ของโครงการ คนละครึ่ง พลัส
ทางภาครัฐจะสนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการในลักษณะการร่วมจ่ายระหว่างประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯ (ร้อยละ50) และรัฐบาล (ร้อยละ 50) ผ่าน g – Wallet (แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สำหรับประชาชนและ “ถุงเงิน” สำหรับร้านค้า) ได้รับสิทธิสนับสนุนวงเงินผู้ได้รับสิทธิ คนละครึ่ง พลัส ไม่เกิน 200 บาท ต่อคนต่อวัน ในจำนวนวงเงินสิทธิ ตลอดระยะเวลาโครงการ ดังนี้
- ไม่เกิน 2,400 บาทต่อคน สำหรับประชาชน ผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91 หรือ ภงด. 94
- ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน สำหรับประชาชนทั่วไป
ตลอดระยะเวลาของโครงการ
สินค้าและบริการไหนเข้าร่วมบ้าง
สำหรับสินค้าและบริการใดบ้างที่สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง มีดังนี้
- อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป บริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และบริการขนส่งสาธารณะโดยสามารถซื้อสินค้าหรือบริการ ณ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ และสามารถซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ โดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ทั้งนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนเงินในส่วนค่าอาหารหรือเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมถึงค่าจัดส่งหรือค่าใช้จ่ายอื่นใด
- ไม่รวมถึงสินค้าสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสดและบริการแปรรูปอื่น ๆ ที่เป็นการชำระสินค้าหรือบริการล่วงหน้า ทั้งนี้ การกำหนดเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าและบริการของโครงการฯ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนด

ลักษณะร้านค้า/ ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ
ร้านค้าและผู้ประกอบการที่สามารถเข้าร่วมโครงการ คนละครึ่ง พลัส ประกอบไปด้วย
1.ผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร/เครื่องดื่ม/ร้านค้าทั่วไป ที่มีสัญชาติไทย ดังนี้
- ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ
- ร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ไม่ใช่นิติบุคคล (ร้านธงฟ้าฯ) หรือ
- ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 (พระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านฯ) หรือ
- ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ)
ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นร้านค้าที่มีลักษณะเป็นร้านค้าสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์
2.ผู้ประกอบการบริการนวด สปา ทำเล็บ หรือทำผม ที่มีสัญชาติไทย ดังนี้
- ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ
- ผู้ประกอบการบริการของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านฯ หรือ
- ผู้ประกอบการบริการของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ ทั้งนี้ ต้องมีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งและตรวจสอบได้ (ในครั้งนี้ กรณีเป็นผู้ประกอบการบริการนวด สปา จะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย)
3.ผู้ประกอบการประเภทบริการด้านขนส่งสาธารณะที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล ดังนี้
- ผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน (Taxi – meter) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้างและรถจักรยานยนต์สาธารณะ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- ผู้ประกอบการรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น รถสามล้อถีบ เป็นต้น
4.ผู้ประกอบการประเภทบริการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมืองรถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ และเรือโดยสารสาธารณะ
5.เป็นนิติบุคคลขนาดเล็ก เฉพาะที่เป็น
- บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น
- ตามกฎหมายไทยที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และงบการเงินตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร
- (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2567 ซึ่งขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป หรือให้บริการนวด สปาทำเล็บ ทำผมและให้บริการขนส่งสาธารณะ โดยมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ทั้งนี้
- ผู้ให้บริการนวด สปา หรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องได้รับใบอนุญาตหรือมีใบขับขี่รถสาธารณะ ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วแต่กรณี
6.ร้านค้าจะต้อง ไม่เป็นผู้ที่ถูก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5
วิธีการลงทะเบียน
โครงการ คนละครึ่ง พลัส ใช้วิธีการลงทะเบียนคล้ายกับโครงการคนละครึ่งก่อนหน้านี้ มีดังนี้
- กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งแล้วสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ สำหรับร้านค้า ผ่านแอปพลิเคชัน ถุงเงิน
- กรณีเป็นผู้ประกอบการใหม่ เช่น ร้านค้า ผู้ประกอบการบริการ หรือผู้ประกอบการ ด้านขนส่งสาธารณะ นอกเหนือจากที่เคยเข้าร่วมโครงการ คนละครึ่ง สามารถลงทะเบียนเข้าร่วม โครงการฯ ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย
- กรณีเป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ นอกเหนือจากที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ด้วยการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน ถุงเงิน โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย
ทั้งนี้ กรณีผู้ประกอบการตามข้อ 1) และข้อ 2) หากไม่ปรากฏข้อมูลการประกอบกิจการของผู้ประกอบการดังกล่าวในฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ จะต้องได้การยืนยันว่า ร้านค้ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทย หรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย แล้วแต่กรณี
วิธีการลงทะเบียนสำหรับประชาชน
การลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิในโครงการ คนละครึ่ง พลัส เริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 (เวลา 6.00 – 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 20 ล้านคน หรือจนกว่าจะครบวงเงินสิทธิในวงเงินไม่เกิน 44,000 ล้านบาท หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 26 ตุลาคม 2568 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน
- ประชาชนผู้ที่เคยใช้สิทธิโครงการ คนละครึ่ง ระยะที่ 5 จะต้องยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง
- ประชาชนผู้ที่ไม่เคยใช้สิทธิโครงการ คนละครึ่ง ระยะที่ 5 จะต้องลงทะเบียนเข้าร่วม โครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง
เพื่อป้องกันการสวมสิทธิจากผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของบัตรประจำตัวประชาชน ผู้ได้รับสิทธิจะต้องพิสูจน์ตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนผ่านช่องทางของธนาคารกรุงไทย ได้แก่ สาขาหรือตู้เครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (ATM) ยกเว้นผู้ที่เคยทำการพิสูจน์ตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนกับโครงการ/มาตรการอื่นของรัฐ หรือผ่านช่องทางของธนาคารกรุงไทยมาก่อนแล้ว
วิธีการใช้จ่ายสำหรับประชาชน
ผู้ได้รับสิทธิโครงการ คนละครึ่ง พลัส สามารถใช้สิทธิในโครงการฯ ดังนี้
- ซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิจะต้องใช้สิทธิโครงการฯโดยซื้อสินค้าหรือบริการในโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง
- ซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ โดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ทั้งนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนเงินในส่วนค่าอาหารหรือเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมถึงค่าจัดส่งหรือค่าใช้จ่ายอื่นใด ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินสนับสนุนที่ภาครัฐร่วมจ่ายตามโครงการฯ
เงื่อนไขในการใช้สิทธิ
- ผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องใช้สิทธิโครงการฯ โดยซื้อสินค้าหรือบริการในโครงการฯ ครั้งแรก ผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งหากพ้นระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ และถูกตัดสิทธิในโครงการฯ
- ใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ณ ร้านค้าที่ร่วมโครงการได้ตั้งแต่เวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวันโดยชำระผ่าน G Wallet
วิธีการรับชำระเงินสำหรับร้านค้า
ร้านค้า/ผู้ประกอบการ ที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่ง พลัส จะได้รับเงินจากภาครัฐ ดังนี้
- รับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน ถุงเงิน ซึ่งภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนด และสำหรับกรณีโอนเงินไม่สำเร็จ จะดำเนินการติดตามเพื่อโอนเงิน (Retry) ให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่กำหนด รัฐจะไม่โอนเงินให้แก่ร้านค้าหรือผู้ให้บริการและถือว่าผู้ประกอบการไม่ประสงค์รับเงินภายใต้โครงการฯ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการดำเนินโครงการฯ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลัง โดย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนด
- สำหรับกรณีโอนเงินไม่สำเร็จ ภาครัฐจะดำเนินการติดตามเพื่อโอนเงิน (Retry) ให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วม โครงการฯ จนถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
บทลงโทษผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของโครงการ
หากผู้ได้รับสิทธิโครงการ คนละครึ่ง พลัส หรือร้านค้าที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้แทนกรมสรรพากร ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น เพื่อรองรับการดำเนินการตรวจสอบการกระทำ ที่ผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ
การดำเนินการทางกฎหมายกับร้านค้าหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีพฤติกรรมหรือธุรกรรมที่ผิดปกติและซึ่งเข้าข่ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ให้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มอบอำนาจให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับมอบหมายตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดำเนินการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางอาญาจนเสร็จการแทน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยให้ สศค. และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับมอบหมายร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการมอบอำนาจต่อไป
หากมีการดำเนินการโครงการในระยะต่อไปภาครัฐอาจมีการกำหนดเงื่อนไขให้ร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการ มีการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) ในด้านความรู้ทางด้านการเงิน (Financial Literacy) หรือความรู้ทางด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ซึ่งร้านค้าที่พัฒนาสำเร็จอาจจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการเข้าร่วมโครงการฯ ในอนาคต
ความคาดหวังของโครงการ คนละครึ่ง พลัส
การดำเนินโครงการ คนละครึ่ง พลัส จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จำนวน 88,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21-0.22 ในปี 2568 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ และเมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น จะช่วยก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงานและการคมนาคมขนส่งตามมา ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจะเอื้อให้ภาครัฐสามารถ จัดเก็บภาษีอากรได้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
ทั้งนี้ คณะกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐได้มีมติ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 เห็นชอบให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนสมาคมสถาบันการเงินของรัฐในการจัดทำระบบและสนับสนุนโครงการฯ
กระทรงงการคลังได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลประกอบการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 เรียบร้อยแล้ว
สามาราถอ่านรายละเอียดของมติคณะรัฐมนตรีต่อโครงการนี้ได้ตามลิงค์นี้ มติคณะรัฐมนตรี 7 ตุลาคม 2568
