- 80% ของ CEO ยอมรับ AI จะเข้ามาเปลี่ยนขีดความสามารถในการดำเนินงานขององค์กรอย่างสิ้นเชิง
- จาก Digital สู่ Autonomous ขยับจากธุรกิจดิจิทัลไปสู่ “ธุรกิจอัตโนมัติ” ที่เน้นการตัดสินใจด้วย AI
- เป้าหมายปี 2028 คาดการณ์ว่าจะมีเพียง 13% เท่านั้นที่ยังใช้ระบบแบบเดิม ในขณะที่องค์กรส่วนใหญ่จะก้าวสู่ระบบอัตโนมัติเต็มตัว
- การใช้ Software Agents เป็นผู้ตัดสินใจดำเนินการและสร้างมูลค่าใหม่ให้องค์กร
โลกของการทำธุรกิจกำลังถูกเขย่าอีกครั้ง เมื่อผลสำรวจล่าสุดจาก Gartner เผยว่า 80% ของผู้บริหารระดับ CEO มองว่า AI ไม่ใช่แค่ตัวช่วย แต่จะนำไปสู่การยกเครื่องขีดความสามารถใหม่หมดภายใต้กลยุทธ์ Capabilities-First การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากยุค Digital Business ไปสู่ Autonomous Business หรือธุรกิจอัตโนมัติ ที่สามารถเรียนรู้และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างธุรกิจในประเทศไทยและทั่วโลกภายในปี 2028 นี้
ทำไมเราต้องเปลี่ยน? จาก Digital Business สู่ Autonomous Business
Don Scheibenreif รองประธานนักวิเคราะห์ของ Gartner ระบุว่า ในขณะที่ Digital Business เปลี่ยน สิ่งที่องค์กรทำ แต่ Autonomous Business จะเปลี่ยน วิธีการของสิ่งที่องค์กรนั้นๆ กำลังทำอยู่ โดยเน้นไปที่การใช้ Self-Learning Software Agents และ Machine Customers มาเป็นผู้ตัดสินใจหลัก
เจาะลึกสถิติ อนาคตของการทำงานที่ไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม?
การ์ทเนอร์สำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจำนวน 469 รายทั่วโลก ครอบคลุมช่วงเวลา 3 ไตรมาส จนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
54% ของซีอีโอระบุว่าการใช้ระบบอัตโนมัติของพวกเขายังจำกัดอยู่เพียงแค่ในงานบางประเภท และภายในสิ้นปี 2028 มีเพียง 13% เท่านั้นที่คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับเดิม โดย 32% จะนำเครื่องมือ AI ที่มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ได้เองมาใช้เพื่อช่วยตัดสินใจ ขณะที่ 27% บอกว่าองค์กรจะดำเนินงานได้โดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์เข้ามาควบคุม ซึ่งถือเป็นสัญญาณการก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศธุรกิจอัตโนมัติอย่างเต็มตัว (ตามภาพที่ 1)
มุมมองซีอีโอถึงการนำระบบอัตโนมัติและความสามารถในการทำงานแบบอัตโนมัติมาใช้

David Furlonger รองประธานนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า ซีอีโอเริ่มตระหนักว่า AI ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มระบบอัตโนมัติไปอีกชั้นหนึ่ง แต่มันคือตัวเร่งปฏิกิริยาในการสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ การจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจอัตโนมัตินี้ผู้บริหารต้องมีกรอบความคิดแบบ Capabilities‑First Mindset หรือเน้นขีดความสามารถเป็นสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับวิธีการทำงานและการส่งมอบคุณค่าในระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาระบบอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อยๆ
ความเสี่ยงต่อรายได้จากการทำธุรกรรม (Transactional Revenue) จาก AI
แม้ระบบอัตโนมัติและธุรกิจอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็อาจกลายเป็นภัยคุกคามในการแข่งขันได้เช่นกัน 28% ของซีอีโอเชื่อว่ารายได้จากการทำธุรกรรม (เช่น ค่าธรรมเนียมต่อครั้ง) มีความเสี่ยงสูงสุดจากการเข้ามาของ AI เนื่องจาก AI Agent สามารถข้ามขั้นตอนของระบบตัวกลางที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือมีความสามารถในการต่อรองและกำหนดราคาได้แบบเรียลไทม์
“เมื่อ AI Agent เข้ามาจัดการการจัดซื้อ กำหนดราคา และเจรจาต่อรองแบบอัตโนมัติ พวกมันจะกำจัดขั้นตอนส่วนเกินและความไร้ประสิทธิภาพที่เดิมทีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมถูกออกแบบมาเพื่อครอบคลุมต้นทุนส่วนนั้น สิ่งนี้บีบให้ผู้บริหารต้องคิดโมเดลกำไรเสียใหม่และเปลี่ยนไปใช้โมเดลรายได้แบบต่อเนื่อง (Recurring) หรือเน้นผลลัพธ์ (Outcome-based) เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียกำไร” Furlonger กล่าวเสริม
ฐานลูกค้ายังคงเดิม
มีซีอีโอเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในฐานลูกค้าอันเนื่องมาจาก AI เทียบกับ 39% ในยุคดิจิทัล โดยผู้นำธุรกิจส่วนใหญ่เน้นการใช้ AI เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและขยายไปสู่ Machine Customers มากขึ้น
การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2569 จำนวนบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหน่วยธุรกิจหรือช่องทางการขายเฉพาะเพื่อเข้าถึงตลาด Machine Customers ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2567
สำหรับผู้บริหารระดับสูง ข้อมูลนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างระบบที่รองรับการตัดสินใจของทั้ง มนุษย์ และ เครื่องจักร โดยต้องยึดถือความเชื่อมั่น ความแม่นยำ และความสมบูรณ์ของข้อมูลเป็นศูนย์กลาง
“เพื่อเตรียมพร้อมรับมืออนาคตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นี้ ทั้ง CEO และ CIO จะต้องเป็นผู้นำขององค์กรในการรื้อรากฐานการดำเนินงาน และออกแบบโครงสร้างด้านบุคลากร สินทรัพย์ และการเงินใหม่ทั้งหมด” Scheibenreif กล่าวทิ้งท้าย
