GCNT ผนึกพลังทุกภาคส่วน เปิดงาน GCNT Expo 2025: Forward SDGs Faster Together อย่างเป็นทางการ ศุภชัย เจียรวนนท์ นายก GCNT ไทย เสนอกรอบแนวคิด 3D Digitalization การปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีจริยธรรม ลดผลกระทบทางลบ Deglobalization และ Decarbonization การเร่งลดคาร์บอนและขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อม เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์และระบบนิเวศ
สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) เครือข่ายความยั่งยืนของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผนึกพลังทุกภาคส่วน เปิดงาน “GCNT Expo 2025: Forward SDGs Faster Together – รวมพลังเร่งสร้างโลก ที่ยั่งยืน” อย่างเป็นทางการ ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และเยาวชนทั่วประเทศ กว่า 6,000 คน แสดงพลังความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อย่างเร่งด่วนและรอบด้าน
การจัดงานครั้งนี้นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจไทยในเวทีโลกด้านความยั่งยืน โดยมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของมวลมนุษยชาติ ที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี
สันติภาพและเสถียรภาพ คือรากฐานของทุกการพัฒนา
ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า โลกกำลังอยู่ในภาวะ ใกล้จุดวิกฤต และจำเป็นต้องยกระดับความร่วมมืออย่างเร่งด่วนในทุกภาคส่วน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงลบในระยะยาว อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและซับซ้อนกว่าที่เคย การปรับตัวแบบเดิมจึงไม่เพียงพออีกต่อไป เราจำเป็นต้องมี SDGs เป็น กรอบคิดใหม่ ที่จะนำพาให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
ศุภชัย ได้เสนอกรอบแนวคิด 3D ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ภาคธุรกิจควรนำมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านองค์กร โดยประกอบด้วย Digitalization การปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI อย่างมีจริยธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบทางลบ Deglobalization การตอบรับกับโลกที่กำลังลดความเชื่อมโยงในบางมิติ แต่ยังคงยึดมั่นในความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อเป้าหมายร่วมกัน Decarbonization การเร่งลดคาร์บอนและขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์และระบบนิเวศ
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำความสำคัญของการสร้าง Trust และระบบธรรมาภิบาลระหว่างประเทศ (Global Governance) เพื่อเสริมรากฐานของสันติภาพ และการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างยั่งยืน พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงของ Greenwashing และเรียกร้องให้มีการผลักดัน ESG Reporting ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยชู ตลาดทุน เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของธุรกิจไทย
ในมิติการศึกษา นายกสมาคมฯ ได้เสนอแนวคิดในการจัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้ด้าน SDGs ในโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้สามารถคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาได้จริง โดยเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนเป็นแหล่งเรียนรู้และทดลองนวัตกรรมเพื่อสังคม
พร้อมกันนี้ ยังเสนอแนวทางแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงโครงสร้าง โดยการผลักดัน Digital ID และการเข้าสู่ สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ที่จะช่วยลดช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจใต้ดิน ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 50% ของ GDP ประเทศไทย
“สันติภาพและเสถียรภาพ คือรากฐานของทุกการพัฒนา หากเราร่วมกันปกป้องความสงบ โลกก็จะก้าวไปสู่อนาคตที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” นายศุภชัย กล่าว

การพัฒนาเป็นภารกิจของทุกคน
ด้าน คยองซอน คิม ผู้รักษาการแทนผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้เน้นย้ำว่า การพัฒนาเป็นภารกิจของทุกคน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม เทคโนโลยีสะอาด และแหล่งเงินทุนหลักที่จะช่วยอุดช่องว่างทางการเงินที่โลกกำลังเผชิญ พร้อมเน้นย้ำบทบาทของธนาคารเพื่อการพัฒนาและสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เป็น ตัวคูณ ในการใช้ทุนสาธารณะเพื่อลดความเสี่ยง (De-risking) และเปิดทางให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนในวงกว้างขึ้น พร้อมชื่นชมบทบาทของภาคเอกชนไทยในการตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการลงทุนในทุนมนุษย์กว่า 1 ล้านคน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลงมือขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังชี้ว่า การลงทุนในคน โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน เพราะเยาวชนคือผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง และเสียงของเยาวชนต้องไม่เพียงปรากฏในห้องประชุม แต่ต้องมีบทบาทจริงในนโยบายและการตัดสินใจ พร้อมยํ้าว่าความร่วมมือระหว่างภาคส่วนทั้งหมดคือกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย SDGs โดยเฉพาะโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) และ แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของไทย ที่สอดคล้องกับหลัก SDGs.
ประเทศไทยอยู่ในจุด Breaking Point ของวิกฤตโลก แต่ยังไม่สาย หากภาคเอกชนไทยเดินหน้าเน้นการลงทุนในคน เสริมพลังให้เยาวชนและกลุ่มเปราะบาง และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าสู่ SDGs 2030 ได้อย่างมั่นคง” นางคิม กล่าว
GCNT Expo 2025 ถือเป็นงานด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ได้รวม “ตัวจริงสายยั่งยืน” ระดับแนวหน้า 100+ Speakers ร่วมขับเคลื่อนแนวคิดผ่านเวทีเสวนา กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจมากมาย 70+ Plenary Sessions เวทีเจาะลึกประเด็นร้อนด้านความยั่งยืน 60+ Workshops เสริมทักษะเพื่อธุรกิจ สังคม และเยาวชน 40+ Exhibitions รวมนวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวคิดเพื่อโลกที่ดีขึ้น ทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นตลอด 3 วันเต็ม ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2568 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ ไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้า ได้ที่: https://expo.globalcompact-th.com
