HomeAI Evolutionกสศ. ชี้ AI คือเครื่องมือสร้างโอกาส ไม่ใช่ภัยคุกคาม ถ้าจัดการด้วยวิธีที่เหมาะสมปิดการเหลื่อมล้ำด้าน AI ได้

กสศ. ชี้ AI คือเครื่องมือสร้างโอกาส ไม่ใช่ภัยคุกคาม ถ้าจัดการด้วยวิธีที่เหมาะสมปิดการเหลื่อมล้ำด้าน AI ได้

กสศ. ชี้การศึกษาไทยต้องปลดล็อกโอกาสเข้าถึงการศึกษาก่อน มองอนาคตห้องเรียนไทย AI คือเครื่องมือสร้างโอกาสไม่ใช่ภัยคุกคาม แนะรัฐขยับนโยบาย–ลงทุนต่อเนื่อง จัดการด้วยวิธีที่เหมาะสม ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางด้าน AI ได้
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เสวนาในหัวข้อ AI ตัวช่วย หรือ ตัวฉุด ความเท่าเทียม ที่ทางหนังสือพิมพ์มติชน ร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จัดสัมมนาเพื่อสังคม Matichon-AIS Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียมว่า ถ้ามองถึงศักยภาพของประเทศไทยแต่ละคน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ได้แล้ว แต่ต้องมองอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้าด้วย กว่าเด็กคนหนึ่งโตเป็นผู้ใหญ่และเข้าสู่วัยทำงาน อาจต้องคาดการณ์ว่า จะมีอาชีพอะไรหายไป และอาชีพอะไรเกิดขึ้นใหม่บ้าง

“จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันมีเด็กเยาวชนที่อยู่ในวัย 3-18 ปี ยังอยู่นอกระบบการศึกษากว่า 8.8 แสนคน หมายความว่า มีเด็กไทยกว่า 10%จากจำนวนเด็กทั้งหมดกว่า 8 ล้านคน ที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษา และแน่นอนว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่มีโอกาสได้เข้าถึง AI เพราะแค่เรียนจากในหนังสือยังไม่ได้เรียน ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนขอคนไทย อยู่แค่ 20,000 บาท ปีการศึกษาเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 9 ปีหรือระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ฉะนั้นการศึกษาของเด็กไทย 8 ล้านกว่าคนจำเป็นต้องมีโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าถึง AI การแก้ปัญหาดังกล่าวต้องเริ่มจากกระดุมเม็ดแรก คือ โอกาสการศึกษาที่จะปลดล็อกให้เด็กเข้าถึงการศึกษา ต่อยอดไปสู่การเข้าถึงการใช้เทคโนโลยี

“ขณะนี้มีข้อมูลว่า บางประเทศมีนำเรื่อง AI ใส่เข้าไปในหลักสูตรการศึกษา บางประเทศกำลังดูอยู่ว่าควรจะทำอย่างไร ซึ่งประเทศไทยอยู่ในระหว่างการประเมินความเหมาะสม หลักในการนำ AI เข้ามาอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของทุกประเทศบนโลกยังต่างกัน และตอนนี้ยังไม่มีประเทศไหนที่มีชัยชนะในการนำ AI เข้าสู่หลักสูตรการศึกษาได้อย่างแท้จริง”

ไกรยส กล่าวต่อว่า มีคำพูดหนึ่งของนายคาริม อาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดที่กล่าวไว้ว่า AI จะไม่มาแทนที่มนุษย์ แต่ มนุษย์ที่ใช้ AI จะมาแทนที่ มนุษย์ที่ไม่ใช้ AI  ซึ่งแสดงถึงความเหลื่อมล้ำในการใช้ AI ได้อย่างแท้จริง นี่คือหัวใจของการศึกษาของยุคนี้กับอนาคตว่า เราจะสามารถหาความเหมาะสมของการใช้ AI ตามกรอบขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ได้กำหนดไว้ในทุกด้านอย่างไรบ้าง ซึ่งองค์กรอย่าง OECD ยังเพิ่งเริ่มวางกรอบ แสดงว่าในปี 2025 โลกและองค์กรสำคัญของโลกยังอยู่ในการวางกรอบ การหาความเหมาะสม ฉะนั้นการนำไปใช้ในเชิงนโยบายที่มีความมั่นใจและไปสู่ระบบการศึกษาได้อาจจะเห็นภาพชัดมากขึ้นในปี 2026-2027

“ต่อไปจะต้องมีหลักการในการประเมินความสามารถในการใช้ AI ของเด็กว่า อยู่ในระดับทั่วไป หรือสามารถใช้ได้อย่างหลากหลาย เรื่องนี้ต้องอยู่ในระดับนโยบาย อยากมีการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2551 และถึงเวลาแล้วที่ต้องขยับไปอีกขั้น เรื่องนี้จะเชื่อมโยงกับนโยบายการศึกษาของพรรคการเมืองที่จะนำมาใช้ในการเลือกตั้งในปี 2569 ว่า จะมีการตีความ AI กับการศึกษาอย่างไรบ้าง นี่คือสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก”

ไกรยส กล่าวต่อว่า ตอนนี้ กสศ.ทำงานร่วมกับกสิกร บิซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG และ เอ็มไอที มีเดีย แล็ป ในการพัฒนาแอพพลิเคชันที่ชื่อว่า Future You ซึ่งจะเป็นการจำลอง AI จากต้นแบบของผู้เรียน เพื่อจำลองอนาคตอีก 10 -20 ปีในอนาคตว่า คุณเหมาะสมกับการทำงานในลักษณะใด รวมถึงจะใช้ในการพูดคุยปรึกษาปัญหาต่างๆ ของผู้ใช้ ซึ่งเราจะนำมาใช้กับเด็กที่มีความเหลื่อมล้ำหรืออาจจะยังไม่เคยใช้ AI โดยทำเป็นงานวิจัยเพื่อทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ให้เห็นว่า AI ไม่ได้ใช้ได้แค่การพัฒนาเศรษฐกิจหรืออนาคตอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้ในการพัฒนาคนและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เติมช่องว่างในทรัพยากรในระบบการศึกษาที่มีอยู่อย่างจำกัดได้

“ผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ OECD และได้เห็นวิสัยทัศน์ในเรื่องของห้องเรียนในอนาคตที่ทาง OECD คาดการณ์ไว้ จะมีภาพของครูและเด็กที่ใช้ AI เป็นผู้ช่วย การเรียนบางอย่างครูก็จะต้องสอนเด็กในการใช้ AI บางอย่าง AI ก็จะเป็นผู้พัฒนาการเรียนการสอน และหลักสูตรการประเมินผลก็จะต้องประเมินจากการใช้ AI ของเด็ก หรือเทรนโมเดลที่เด็กใช้กับ AI ส่วนการประเมินครูก็จะทำในลักษณะเดียวกัน เรื่องเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการในแต่ละส่วนงานอยู่ หากภาครัฐมีความชัดเจนว่า AI จะเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และมีความมั่นคงต่อการตัดสินใจในเรื่องของการนำ AI มาใช้ในหลักสูตร และกฎหมายต่างๆ เรื่องการนำ AI มาใช้มากขึ้นก็จะเดินต่อไปได้ แต่ถ้ายังมีการเปลี่ยนแปลง และยังคงขาดความมีเสถียรภาพ ตรงนี้จะเป็นความท้าทายที่แท้จริงต่อการผลักดันการใช้ AI และความเหลื่อมล้ำที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ AI”

ไกรยส กล่าวต่อว่า ในเรื่องของความปลอดภัยในการใช้ AI ไม่ว่าจะออกกฎหมายที่ดีที่สุดอย่างไร มีโครงสร้างรัฐบาลที่ดีขนาดไหน แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำงานร่วมกับประชาชน ทุกคนต้องมีภูมิคุ้มกันด้วยตนเอง การใช้ AI ก็เหมือนกับเป็นกบที่กำลังถูกต้มอยู่ในหม้อน้ำร้อน การที่กบจะรู้ตัวได้ว่ากำลังถูกต้มและกระโดดหนีออกมาได้ทัน ก็จะต้องรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่การออกกฎหมายหรืออะไรก็ตาม ฉะนั้นถ้ามีโอกาสพัฒนาคนในเรื่องนี้ผ่านการศึกษา มีนโยบายที่ชัดเจน มีการลงทุนที่ต่อเนื่อง ก็จะทำให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ไกรยส กล่าวต่อว่า สุดท้ายแล้วถ้าปล่อยให้ทุนนิยมครอบงำการพัฒนาและลงทุน AI จะเป็นการฉุดรั้งความเจริญ ทำให้ความเหลื่อมล้ำขยายตัวมากยิ่งขึ้น ถือเป็นความล้มเหลวของกลไกตลาด ถ้าหน่วยงานรัฐเข้าใจกลไกตรงนี้และเข้ามาจัดการได้ด้วยวิธีที่เหมาะสมจะช่วยในการพัฒนา AI ได้อย่างแน่นอน

RELATED ARTICLES
- Advertisment -

Most Popular

Recent Comments