ดร.ราชศักดิ์ระบุ AI ไม่ใช่ยาพารา โดยเฉพาะการใช้แวดวงการศึกษา ที่สามารถแบ่งกลุ่มผู้ใช้ใน 3 ระดับ ตั้งแต่กลุ่มวิจัย กลุ่มคนทำโมเดลสร้างระบบ และกลุ่มผู้ใช้ ที่มีความเหลื่อมล้ำอยู่ แต่สิ่งที่ต้องกังวลเรื่องของการกำกับการใช้ ถ้ามีการกำกับที่ดีก็ไม่ต้องกังวล
ผศ.ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล กรรมการและเลขานุการ สมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานเสวนา AI ตัวช่วย หรือ ตัวฉุด ความเท่าเทียม ที่จัดขึ้นโดยหนังสือพิมพ์มติชน ร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ไว้ว่า ในวันนี้เป็นทักษะการเรียนรู้ ในระบบการศึกษาความเหลื่อมล้ำยังมีอยู่ ถ้ามองว่า AI เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่คนไทยเป็นผู้ใช้ ซึ่งผมมีผู้ใช้เทคโนโลยีในไทยผมมองได้ว่า มีด้วยกัน 3 ระดับ ระดับแรก กลุ่มวิจัยด้าน AI ระดับที่สอง กลุ่มของคนทำโมเดล คนสร้างระบบ AI และระดับที่สาม กลุ่มผู้ใช้ AI
“ความเหลื่อมล้ำยังมีอยู่ ในกลุ่มแรก คือ กลุ่มวิจัยด้าน AI การวิจัยด้าน AI ก็ต้องใช้งบประมาณในการทำข้อมูลเหมือนกัน การทำวิจัยด้าน AI ในประเทศไทยก็มีไม่เยอะ ไปไม่ถึงที่สุด จึงยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ ในรดับที่สอง กลุ่มของคนทำโมเดล คนสร้างระบบ AI การเข้าถึงเครื่องมือ มองว่า งบประมาณทุนจากรัฐบาลก็มีส่วนสำคัญอยู่ และส่วนกลุ่มผู้ใช้ AI ระดับใช้งานทั่วไป จ่ายเดือนละ 750 บาท ก็ยังมีความไม่ค่อยเชื่อมั่นเท่าไหร่ และเมื่อมองตามระดับการศึกษา ก็ยังเห็นความเหลื่อมล้ำอยู่เช่นกัน”
เมื่อถามว่า AI กับด้านการศึกษา มีผลอย่างไรบ้าง? ผศ.ดร.ราชศักดิ์ มองว่า การศึกษาค่อนข้างมีผลกระทบเยอะ ผมเคยให้นักเรียนส่งการบ้าน โดยให้ส่งพร้อมพรอมต์มาด้วย เพื่อดูว่า เขียนมาอย่างไร เพราะรู้ว่าเด็กต้องใช้พรอมต์ด้วย เราไม่รู้หรอกว่าใช้ AI หรือไม่ แต่ในวงวิจัย เขารู้ว่าเราใช้ AI หรือเปล่า หรือสร้างมาด้วย AI หรือไม่
“พูดถึงเรื่องการศึกษา โครงการสมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ผลักดันในส่วนของกำลังคนด้าน AI เป็นหลัก เรามีโครงการที่เป็น Flash Ship Super AI Engineer ปีหนึ่งมีคนเข้าไปเรียนรู้ประมาณหมื่นคน ผลักดันไปสู่ Super AI Engineer หลายร้อยคน แต่ก็ยังไม่พอที่จะผลักดันภาพรวมได้ และยังมีกลุ่มที่เข้าถึงไม่ถึง ต้องอัปสกิลรีสกิลอีก ต้องผลักดันต่อไป”
ผศ.ดร.ราชศักดิ์ เล่าให้ฟังอีกว่า ส่วนกลุ่มที่เข้าถึง AI ไม่ได้ และการใช้งานว่าจะใช้อย่างไร หรือใช้อย่างเดียว รวมถึงการใช้อย่างมีการคิดเชิงวิพากษ์ก็เป็นส่วนสำคัญ เราต้องมีกรอบให้เดิน และมีกรอบให้มันใช้ตัวมันเอง เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน
เมื่อถามว่า เราจะให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึง AI โดยการแจกให้ทุกคนใช้ ถูกต้องหรือไม่? ผศ.ดร.ราชศักดิ์กล่าวว่า เราเห็นโปรโมชั่น AI อย่าง GEMINI ให้นักศึกษาใช้ฟรี 1 ปี ก็มีมาแล้ว เป็นการเปิดโอกาสให้เข้าถึงการใช้งาน AI เป็นเครื่องมือในปัจจุบัน ทุกแพลตฟอร์มก็มีแนวทางให้ทุกคนเข้าถึงในแบบของตัวเอง เพราะทุกแพลตฟอร์มมีหน้าที่แตกต่างกัน หยิบมาใช้ในทิศทางที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมนั้นๆ เราอาจจะดูได้ว่า ผลิตภัณฑ์ตัวไหนเหมาะกับเรื่องอะไร ทำวิจัยก็ตัวนี้
“AI ก็คือ Artificial Intelligence มันก็ไม่ได้ General ขนาดนั้น มันไม่ได้เก่งทุกๆ โมแดล ประมาณ 90% ของคน ผมกลัวว่า AI จะเก่งหมดทุกด้าน”
ผศ.ดร.ราชศักดิ์ เล่าต่อว่า การเข้าถึงและความเหลื่อมล้ำก็เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคน ซึ่งต้องดูงบประมาณประกอบด้วยเรื่องทักษะ หรือ Critical Thinking ก็สำคัญ ในระบบมหาวิทยาลัยปัจจุบัน จบไปแล้วจะทำอะไรเป็น ในอนาคตก็ต้องบอกว่า เป็นคนที่ใช้ AI เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าถึงได้โดยกรอบที่จำกัดในสิ่งที่เหมาะสม
“สิ่งที่ไม่ต้องกังวลใจในการใช้เทคโนโลยี ผมเกิดมาในยุคกูเกิล จบการศึกษาระดับปริญญาเอกมาได้เพราะกูเกิล แต่น้องๆ รุ่นใหม่เกิดมาพร้อม Generative AI ไม่ใช่เพียงการค้นหาข้อมูลปกติ ฝั่ง AI เอนจิเนียร์นี่แหละ ต้องการทำโมเดลสักอัน ก็ถาม Generative AI ผมเคยอยู่ในโครงการ และดูน้องๆ สร้างโมเดล ทุกคนก็สอบถามด้วย Generative AI เพราะฉะนั้นการเข้าถึงและสอบถามข้อมูลด้วย Generative AI รวมถึงคำถามอื่นๆ เป็นคำตอบรวบยอด Critical Thinking ก็อาจจะใช้ไม่ได้
ผศ.ดร.ราชศักดิ์ กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรระวังมากกว่าคือ ควรมีแผนระเบียบปฏิบัติต่างๆ ในการกำกับดูแลแต่ละเรื่อง มันไม่ใช่ พาราเซตามอล ที่ใช้ได้กับทุกปัญหา แต่ต้องบอกเป็นเรื่องๆ ไป ทั้งด้านการแพทย์ ด้านการเงิน เศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น การเข้าถึงไม่ต้องเป็นกังวล หากมีการกำกับดูแลที่ดี การผลักดันด้านเศรษฐกิจมันก็จะเดินหน้าไปของมันเอง” ผศ.ดร.ราชศักดิ์กล่าว
เมื่อถามว่า “AI ช่วยหรือฉุด? ผศ.ดร.ราชศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ อาจอยู่ในช่วง Panic พอผ่านไป มันก็จะกลับเข้าที่เข้าทางได้เอง ซึ่งช่วยมากกว่าฉุด
