HomeAI Evolutionรองอธิการบดี ม.มหิดล มอง AI เปลี่ยนโลกการศึกษา แนะใช้อย่างมีกรอบ สร้างสมดุลเทคโนโลยีกับมนุษย์

รองอธิการบดี ม.มหิดล มอง AI เปลี่ยนโลกการศึกษา แนะใช้อย่างมีกรอบ สร้างสมดุลเทคโนโลยีกับมนุษย์

รองอธิการบดี ม.มหิดล มองกระบวนการใช้ AI จะเช้ามาเปลี่ยนโลกการศึกษาในทุกระดับ ต้องปรับการเรียนการสอน การประเมิน แนะใช้ AI อย่างมีกรอบ หากไม่มีการควบคุม สกิลของผู้เรียนจะลดลง ต้องสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์

รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าให้ฟังในการเสวนาในหัวข้อ AI ตัวช่วย หรือ ตัวฉุด ความเท่าเทียม ที่ทางหนังสือพิมพ์มติชน ร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จัดสัมมนาเพื่อสังคม Matichon-AIS Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียมว่ากระบวนการใช้ AI จะเปลี่ยนแปลงกระบวนการการเรียนการสอนทุกระดับตั้งแต่ประถม มัธยมและอุดมศึกษา ขณะนี้ AI สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาได้อย่างกว้างขวาง สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยน คือ การเรียนการสอน และการประเมิน เช่น ถ้าเราให้นักศึกษาส่งโปรเจค แม้นักศึกษาจะเขียนมาดี แต่ถ้าเราใช้ วิธีประเมินแบบเดิมจะผิดพลาดอย่างร้ายแรง เพราะสิ่งที่ส่งมาอาจใช้ AI เขียน ดังนั้นการประเมินต้องรู้ กระบวนการคิด วิเคราะห์ และพิสูจน์ให้ได้ว่า โปรเจคดังกล่าวผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาเอง

“ทุกคนคงเคยได้ยินว่าสหรัฐอเมริกา ให้นักศึกษาส่งรายงาน หรือผลงานวิจัย โดยไม่ให้ใช้วิธีพิมพ์ แต่ให้เขียนด้วยลายมือ เพราะอย่างน้อยแม้จะใช้ AI ก็ต้องมาเขียนใหม่อีกรอบ แน่นอนว่า วิธีการนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ทำให้เข้าใจว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ใช่แค่สอนให้เด็กใช้ AI เป็น แต่ต้องสอนให้เด็กใช้ AI ยกระดับความสามารถของตัวเอง

มีงานวิจัยที่น่าสนใจของเอ็มไอทีเปรียบเทียบการทำรายงานของเด็ก แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ห้ามใช้ AI กลุ่มที่สอง ให้ใช้ Google อย่างเดียวห้ามให้ใช้ AI กลุ่มที่สาม ให้ใช้ AI อย่างเดียว และทำการวัดคลื่นสมอง พบว่า กลุ่มที่ห้ามใช้ AI สมองมีปฏิกิริยาที่สูงมาก กลุ่มที่ใช้ Google มีปฏิกิริยาลดลงแต่กลุ่มที่ใช้ AI อย่างเดียวคลื่นสมองนิ่ง หมายความว่า เด็กไม่ได้ใช้ความคิด ดังนั้น หากเราปล่อยให้นักเรียนใช้ AI โดยที่ไม่มีการควบคุม จะเกิดปัญหา สกิลของนักเรียนจะลดลง และทำให้เราได้เด็กที่พึ่งแต่ AI อย่างเดียว โดยที่ไม่รู้ว่า สิ่งที่ได้ออกมา จริงหรือไม่จริง ”

รศ.นพ.เชิดชัยกล่าวต่อว่า ทั้งหมดนี้ความผิดไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่คน ว่าจะใช้ AI เพื่อให้เราเก่งขึ้นได้อย่างไร AI มีสิทธิที่จะสร้าง Super teacher for individual student ได้โดนคนต้องสร้างกรอบวิธีการทำงานมาใช้ครอบ AI เมื่อนักศึกษามีคำถาม AI จะมีการวิเคราะห์ และตั้งคำถามกลับมาที่นักศึกษา เพื่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์ หาคำตอบทำให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ นักศึกษา มีการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น คำถามใดที่ไม่กล้าถามกับอาจารย์ เพราะกลัวถูกต่อว่า ก็สามารถถาม AI ได้ เพราะ AI จะไม่โกรธเรา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการวางโครงสร้าง และมีการนำข้อมูล ใส่คอนเทนต์ และมีการเทรนนิ่ง

ส่วนประเด็นที่จะมีการใช้ AI มาสอนแทนครู อาจารย์หรือไม่นั้น ส่วนตัวคิดว่า ในยุคของตน เรื่องนี้คงยังไม่เกิดขึ้น แต่อาจต้องมีการปรับ อย่างเช่น การบรรยายอย่างเดียวอาจจะต้องลงลด อาจารย์ต้องปรับตัวเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำนักศึกษา เพราะสิ่งสำคัญคือ AI ยังไม่มีความเข้าใจความลึกซึ้ง มนุษย์ยังอยากคุยกับมนุษย์ และหากใช้ AI อย่างเหมาะสม มีความรับผิดชอบ จะทำให้มนุษย์คนนั้น มีศักยภาพ และทำให้คุณภาพโดยรวมดียิ่งขึ้น

“ท้ายที่สุดเราอาจต้องมานั่งมองว่า การมี AI เพื่ออะไรในชีวิต ถ้าเราใช้ AI ในทางที่ดี ก็เป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุน แต่ก็ต้องหาสมดุลว่า ท้ายที่สุดแล้วมนุษย์มีความสัมพันธ์กันลดลงด้วยหรือไม่ หากการใช้ AI ทำให้คนมีความสัมพันธ์ที่ลดลง ก็อาจต้องระมัดระวัง เพราะจริงๆ แล้วการเป็นอยู่ของมนุษย์และความสุข คือ การได้พบปะพูดคุย ดังนั้นอาจจะต้องมีการติดตาม และปรับให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ”

รศ.นพ.เชิดชัย กล่าวต่อว่า ส่วน AI จะเป็นตัวฉุด หรือตัวช่วยนั้น อยู่ที่เรา AI เป็นเครื่องมือ ที่เราไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นความท้าทาย ดังนั้นเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะนำเครื่องมือดังกล่าวมาจัดการ แล้วทำให้ช่องว่างของความไม่เท่าเทียมเกิดความเท่าเทียมมากขึ้น ในทางเฮลแคร์ ยิ่งชัดเจนมาก เช่น หมอต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญน้อย สามารถใช้ AI เข้าไปช่วยให้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการได้อย่างเท่าเทียม ทั้งหมดอยู่ที่เราว่า จะใช้อย่างไร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

RELATED ARTICLES
- Advertisment -

Most Popular

Recent Comments