- เปลี่ยนผ่านสู่การใช้งานจริง: หัวเว่ยมองทิศทาง AI วันนี้ เปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาโมเดล มาเป็นการแข่งด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และระบบนิเวศ
- ผนึกกำลัง 3 เสาหลัก: กระทรวงดีอีวางยุทธศาสตร์ AI บน 3 ด้านหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ความเชื่อมั่น และทรัพยากรบุคคล
- ประสิทธิภาพที่วัดผลได้: เกือบ 40% ของบริษัททั่วโลกนำ AI มาใช้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
- สถาปัตยกรรม Cloud-Edge-Device: หัวเว่ยเน้นย้ำความสำเร็จของ AI ต้องมาจากระบบที่เชื่อถือได้ ปลอดภัย และลดต้นทุนการประมวลผล
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยการเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาโมเดล ไปสู่อิฐก้อนแรกที่สำคัญกว่านั่นคือโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ในงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง AI แห่งภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม
ทำไม AI ต้องแข่งกันที่ “อินฟราฯ และ ต้นทุน”
ออสติน เจิ้ง เชาวู รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้ากลุ่มธุรกิจ ICT บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บรรยายไว้ภายในงานว่า AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงทดลองใช้งาน ไปสู่การใช้งานในภาคธุรกิจอย่างจริงจัง
“โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างรวดเร็ว แต่ความรวดเร็วเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องการ AI ที่มีความน่าเชื่อถือ ใช้งานได้จริง และสามารถสร้างคุณค่าในสถานการณ์จริงได้ เราต้องการ AI ที่สามารถปลดล็อกศักยภาพของทุกองค์กรได้อย่างเต็มที่”

การที่เกือบ 40% ขององค์กรชั้นนำทั่วโลกเริ่มปรับใช้ AI ในกระบวนการทำงาน แสดงให้เห็นว่าความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่การมี AI ที่ฉลาดที่สุด แต่คือ ความคุ้มค่าด้านต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการประมวลผลมหาศาลได้อย่างเสถียร ผ่านสถาปัตยกรรมแบบ Cloud-Edge-Device ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลคลาวด์ ไปจนถึงอุปกรณ์ปลายทาง
ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก กระทรวงดีอี x หัวเว่ย ปักธง AI Hub อาเซียน
เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีระดับโลก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับหัวเว่ย ได้วางแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ:
- โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure): การลงทุนและพัฒนาเครือข่ายศูนย์ข้อมูล (Data Center) และประมวลผลคลาวด์ประสิทธิภาพสูง
- ความเชื่อมั่น (Trust & Reliability): การสร้างโซลูชัน AI ที่มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล
- ทรัพยากรบุคคล (Talent Development): การเร่งบ่มเพาะและพัฒนาทักษะบุคลากรด้าน AI เพื่อรองรับความต้องการของตลาดงานยุคใหม่
ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งเสริมเทคโนโลยี แต่คือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการประมวลผลและนวัตกรรม AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) นำโดย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ได้กล่าวในงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ถึงวิสัยทัศน์การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ
การสร้างอนาคตของ AI ไม่สามารถทำได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง “ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือหัวใจสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ AI ที่ครอบคลุมและยั่งยืน” โดยประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่นำมาปรับใช้ได้จริง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนทดลองและเปลี่ยนหลักการกำกับดูแลระดับสากลให้กลายเป็นการปฏิบัติที่จับต้องได้
แนวทางหลักสู่การเป็นศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน
พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำว่าเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI คือกลไกสำคัญในการยกย่องขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ภายใต้หัวข้อ “Scaling Thailand’s Digital Economy through Trustworthy AI” โดยเปิดเผย 3 แนวทางขับเคลื่อนสำคัญ

- การยกระดับธรรมาภิบาล AI (AI Governance) การพัฒนา AI ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคงปลอดภัย ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่น โดยอิงตามมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความไว้วางใจในระดับนานาชาติ
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัย (Secure Infrastructure) เร่งวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง และทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม
- การปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Expansion) คาดการณ์ว่า Broad Digital GDP ของประเทศไทยจะเติบโตถึง 4.2% มีมูลค่ามากกว่า 5.6 ล้านล้านบาทในปี 2569 ซึ่งเป็นผลจากการเร่งสร้างความพร้อมด้านนโยบาย โดยปัจจุบันประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็น อันดับ 2 ของอาเซียน ในดัชนี Government AI Readiness Index 2025 จัดทำโดย Oxford Insights



