- M&A Trend 2026: มูลค่าดีล M&A กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วโลกสูงถึง 4.96 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16.28 ล้านล้านบาท) เน้นดีลขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูง
- EV & Battery Ecosystem: การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ดึงดูดทุนจีนเข้าไทย เปิดโอกาสให้ทุนไทยร่วมเป็นพันธมิตรถ่ายทอดเทคโนโลยีแบตเตอรี่ มอเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์
- Physical AI & Robotics: ไทยเตรียมขยับจากการเป็นเพียงผู้ประกอบ สู่การเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนสำคัญให้แก่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และระบบอัตโนมัติระดับโลก
- China+1 Strategy: ทุนต่างชาติเร่งเข้าซื้อและปรับเปลี่ยนโรงงานเดิมในไทย (Brownfield Assets) เพื่อเข้าสู่ตลาดอาเซียนอย่างรวดเร็ว
PwC ประเทศไทยมองว่า การเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดโอกาสการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ระลอกใหม่ในไทย โดยนักลงทุนมีแนวโน้มเลือกดีลมากขึ้น และให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตขั้นสูง และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนดีลเพียงอย่างเดียว แต่คือ ประเภทของสินทรัพย์ที่นักลงทุนต้องการ ซึ่ง PwC มองว่ากำลังเปลี่ยนไปตาม 3 แนวโน้ม ได้แก่ AI และระบบอัตโนมัติ, กลยุทธ์ China+1 และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ตลาด M&A โลกดีลน้อยลง แต่เงินลงทุนเน้นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์
รายงาน Global M&A Trends in Industrials and Services: 2026 Mid-Year Outlook ของ PwC ระบุว่า มูลค่ากิจกรรม M&A ในกลุ่มอุตสาหกรรมและบริการทั่วโลกในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 9% ขณะที่จำนวนดีลคาดว่าจะลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน
PwC ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของมูลค่าดีลได้รับแรงหนุนจากธุรกรรมขนาดใหญ่ โดยมีเมกะดีลมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 4 ดีลที่ประกาศไปแล้วในช่วง 5 เดือนแรกของปี ขณะที่มูลค่าดีลเมื่อไม่รวมเมกะดีลคาดว่า จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่า คือ ประมาณ 5%
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดไม่ได้อยู่ในภาวะที่นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ในวงกว้าง แต่กำลังเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีความสำคัญต่อการเติบโต ความสามารถในการผลิต ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน หรือความสามารถด้านเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทย สตีฟ หยาง หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจยานยนต์ PwC ประเทศไทย ระบุว่า ปริมาณดีลในไทยกำลังเผชิญภาวะชะลอตัวเช่นกัน และแตกต่างจากตลาดขนาดใหญ่ที่ยังมีเมกะดีลช่วยพยุงกิจกรรมโดยรวม

ดังนั้น ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับไทยจึงไม่ใช่เพียง “จำนวนดีล” แต่เป็นว่า สินทรัพย์ประเภทใดกำลังมีความสำคัญมากขึ้นในสายตานักลงทุน
AI กำลังขยับจากเรื่องเทคโนโลยีสู่เรื่องการผลิต
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ AI กำลังขยายบทบาทจากซอฟต์แวร์ไปสู่ระบบเศรษฐกิจจริง
รายงาน Global M&A ของ PwC ระบุว่า ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI กำลังสร้างโอกาสในธุรกิจ data centres ระบบไฟฟ้า โครงข่ายไฟฟ้า ระบบทำความเย็น การจัดการพลังงาน ระบบอัตโนมัติ และบริการด้านเทคนิค
สำหรับไทย PwC ประเทศไทยระบุว่า AI ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักของธุรกรรม M&A ในประเทศ แต่เริ่มมีบทบาทต่อการตัดสินใจลงทุน และการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคการผลิตขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
อีกประเด็นที่ PwC ประเทศไทยมองไปข้างหน้าคือ Physical AI หรือ AI ที่สามารถรับรู้และทำงานร่วมกับโลกจริงผ่านอุปกรณ์ทางกายภาพ รวมถึงหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
จุดที่น่าสนใจสำหรับไทยไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ที่การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เอง แต่ PwC มองว่า ผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตขั้นสูง อาจมีบทบาทในฐานะผู้จัดหาชิ้นส่วน และความสามารถด้านการผลิตให้กับระบบนิเวศดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ความพร้อมของบุคลากรยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะทักษะด้าน AI วิทยาการข้อมูล และระบบอัตโนมัติ ซึ่ง PwC มองว่า จะมีผลต่อความเร็วที่ไทยสามารถคว้าโอกาสจากตลาดใหม่นี้ได้
China+1 ทำให้ฐานการผลิตในไทยมีความหมายมากขึ้น
อีกแรงขับเคลื่อนคือ กลยุทธ์ China+1 ซึ่งบริษัทผู้ผลิตกระจายฐานการผลิต หรือแหล่งจัดหานอกจีน เพื่อลดความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
PwC ประเทศไทยมองว่า ไทยมีจุดแข็งจากฐานอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงในภูมิภาค และการเข้าถึงตลาดอาเซียน ทำให้เป็นหนึ่งในจุดหมายที่ผู้ผลิตสามารถใช้เป็นฐานเพิ่มเติมได้
ในมุมของ M&A ในบริบทไทย แนวโน้ม China+1 อาจเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์การผลิตที่มีอยู่แล้ว เพราะช่วยให้นักลงทุนเข้าสู่ฐานการผลิตและตลาดอาเซียนได้เร็วขึ้น โดย PwC ประเทศไทย ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวกำลังสร้างโอกาสในภาคการผลิต วิศวกรรมและก่อสร้าง ยานยนต์ และบริการธุรกิจ
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์ของ PwC Thailand ที่เคยวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของ M&A ในตลาดไทย โดยระบุว่าบริษัทและนักลงทุนจีนมีการใช้การควบรวมและซื้อกิจการเป็นช่องทางหนึ่งในการเข้าสู่ตลาดไทย ขณะที่การทำดีลจำเป็นต้องพิจารณาทั้งโอกาสและความเสี่ยง รวมถึงการสร้างมูลค่าหลังการเข้าซื้อกิจการ
กลุ่มที่ถูกกล่าวถึงโดยเฉพาะ ได้แก่ ชิ้นส่วน EV อิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์เฉพาะทาง ขณะที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI และการขยายตัวของ FDI เป็นปัจจัยสนับสนุนตามมุมมองของ PwC ประเทศไทย
EV เปลี่ยนโจทย์จากการผลิตรถสู่การสร้างระบบนิเวศ
EV เป็นอีกพื้นที่ที่ PwC ประเทศไทยมองว่า กำลังเปิดโอกาสใหม่ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมยานยนต์
โอกาสไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ผลิตรถยนต์ แต่รวมถึงแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอื่น ๆ ซึ่งไทยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาขีดความสามารถภายในประเทศ
ภาพการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นแนวโน้มระดับภูมิภาค โดยรายงาน PwC ASEAN-6 eReadiness 2025 ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ในตลาด ASEAN-6 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2025 สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ไม่ได้สร้างเพียงโอกาสสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานใหม่เท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์เดิมต้องทบทวนพอร์ตธุรกิจและฐานการผลิตของตนเอง โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่เผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน หรือไม่สอดคล้องกับทิศทางของตลาดในระยะยาว
ในมุมของ M&A การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงอาจสร้างธุรกรรมได้ทั้งสองด้าน ตั้งแต่การลงทุนเพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีและความสามารถใหม่ ไปจนถึงการขายสินทรัพย์ การแยกธุรกิจ หรือการปรับโครงสร้างกิจการของผู้เล่นเดิม
นั่นทำให้ M&A ในภาคยานยนต์ไม่ได้หมายถึงการซื้อเพื่อเพิ่มขนาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงความสามารถเฉพาะ การปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจ และการเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับบริษัทไทย
จากข้อมูลของ PwC ภาพของ M&A ในภาคอุตสาหกรรมจึงกำลังเปลี่ยนจากการมอง “การเติบโตของธุรกิจ” เพียงอย่างเดียว ไปสู่การมองว่า สินทรัพย์นั้นช่วยให้บริษัทรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้มากเพียงใด สำหรับประเทศไทย 3 แรงเปลี่ยนผ่านที่น่าจับตาคือ
- AI และ Automation: เพิ่มบทบาทของการผลิตขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ และ Physical AI
- China+1: เพิ่มความต้องการฐานการผลิตและซัพพลายเชนที่กระจายตัวมากขึ้น
- EV: สร้างความต้องการใหม่ตั้งแต่แบตเตอรี่ มอเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงชิ้นส่วนและพันธมิตรท้องถิ่น
ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทไทยยังต้องรับมือกับข้อจำกัดด้านบุคลากร ทักษะ และขีดความสามารถในการผลิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญว่าประเทศจะสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่คุณค่าใหม่ได้เร็วเพียงใด
ดังนั้น คลื่น M&A ที่ PwC มองเห็นจึงไม่ได้หมายความว่าไทยกำลังเข้าสู่ยุคของ “ดีลจำนวนมาก” แต่เป็นโอกาสที่เกิดขึ้นจากการที่นักลงทุนกำลังมองหาสินทรัพย์และความสามารถที่ตอบโจทย์โลกอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่
และสำหรับบริษัทไทย สิ่งที่ต้องติดตามอาจไม่ใช่เพียงว่า “จะมีใครเข้ามาซื้อกิจการ” แต่คือ บริษัทมีความสามารถอะไรที่ผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทานใหม่ต้องการ และพร้อมแค่ไหนที่จะเชื่อมต่อกับพันธมิตรและเทคโนโลยีใหม่