- 3 เสาหลัก Frontier Tech: เนคเทคมุ่งเน้นการวิจัยเชิงลึกใน 3 ด้าน ได้แก่ Quantum Technology, Space Communication และ Physical AI
- ก้าวสู่เศรษฐกิจอวกาศและเซมิคอนดักเตอร์: ผลักดัน Photonic Semiconductor ภายใต้กรอบ Siam Silica และสร้างระบบนิเวศ Space Economy
- สร้าง ROI สูงถึง 14 เท่า: ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา เนคเทคสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสะสมกว่า 50,000 ล้านบาท
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ใช้โอกาสครบรอบ 40 ปี มองไปยังเทคโนโลยีที่จะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต โดยชู 3 พื้นที่สำคัญ ได้แก่ Quantum Technology Space Communication และ Physical AI พร้อมเริ่มวางรากฐานด้านงานวิจัย บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการต่อยอดสู่การใช้งานจริง

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ตามเทคโนโลยีใหม่” แต่คือ การทำให้ประเทศไทยมีความพร้อม ก่อนที่เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้าสู่การใช้งานในวงกว้าง โดย เนคเทคระบุว่า ภารกิจในระยะต่อไปคือ การทำให้งานวิจัยเดินทางจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งาน และส่งต่อประโยชน์ไปถึงประชาชน
จากรากฐาน ICT สู่เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ
งาน NECTEC-ACE 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond” สะท้อนการมองย้อนกลับไปที่บทบาทของ เนคเทคในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของไทย พร้อมตั้งคำถามว่า หลังจาก 40 ปีที่ผ่านมา “ก้าวต่อไป” ควรเป็นอะไร
ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เนคเทคมีบทบาทในการผลักดันเทคโนโลยี ICT และงานวิจัยเชิงลึกให้เชื่อมโยงกับโจทย์จริงของประเทศ ขณะที่ทิศทางต่อจากนี้จะต้องครอบคลุมเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI และ Quantum มากขึ้น
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ระบุว่า บทเรียนจากช่วงที่ผ่านมา คือ งานวิจัยขั้นสูงไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์จริงของประเทศได้ ขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงกำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว
Quantum: เริ่มจากความปลอดภัยและ Quantum Sensing
หนึ่งในพื้นที่ที่ เนคเทคกำลังเริ่มวางรากฐานคือ Quantum Technology
ดร.ชัย วุฒิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทคระบุว่า ทีมที่เกี่ยวข้องกับ Quantum มีจุดเริ่มต้นจากทีม Supercomputer และกำลังสร้างเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมเสนอให้เกิดโครงการนำร่องด้าน Quantum Infrastructure

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่กำลังพิจารณาไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงทุนซื้อระบบ Quantum ขนาดใหญ่และติดตั้งทั้งหมดด้วยตัวเองทันที โดยยังอยู่ระหว่างการศึกษาว่าควรทำงานร่วมกับต่างประเทศในส่วนใด และควรติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศมากน้อยเพียงใด
ในด้านโจทย์วิจัย เนคเทคให้ความสนใจอย่างน้อย 2 แนวทาง
หนึ่ง คือ Post-Quantum Cryptography (PQC) หรือแนวทางด้านการเข้ารหัสที่เตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของระบบดิจิทัล
สอง คือ Photonics และ Quantum Sensing ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีโฟโตนิกส์มาทำงานร่วมกับ Quantum Infrastructure เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มความแม่นยำของเซนเซอร์ รวมถึงงานด้าน Quantum Materials และ Quantum Sensing
จุดนี้ทำให้เห็นว่า Quantum ในมุมของ เนคเทคไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นเรื่องของ “คอมพิวเตอร์ควอนตัม” แต่ครอบคลุมทั้งมิติความปลอดภัยและเทคโนโลยีเซนเซอร์ด้วย
Space Communication: จากเทคโนโลยีสู่โจทย์ด้านมาตรฐาน
อีกพื้นที่หนึ่งคือ Space Communication หรือการสื่อสารผ่านอวกาศ
วันนี้ เนคเทคมีการหารือร่วมกับ กสทช. และมี MOU ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือดังกล่าว โดยหนึ่งในโจทย์ที่ถูกพูดถึงคือ การวางแนวทางและมาตรฐานสำหรับ Space Communication
ประเด็นนี้สะท้อนอีกมิติของ Frontier Tech เพราะการเตรียมพร้อมไม่ได้มีเพียงการสร้างเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงการสร้างองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และกรอบมาตรฐานที่จำเป็นต่อการนำเทคโนโลยีไปใช้งาน
Physical AI: เริ่มจากการศึกษา Humanoid และค้นหา Use Case
ส่วน Physical AI เป็นอีกโจทย์ที่ เนคเทคกำลังสำรวจ โดยเฉพาะเทคโนโลยีหุ่นยนต์ Humanoid
ดร.ชัยระบุว่า เนคเทคส่งนักวิจัยไปทำงานร่วมกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Humanoid และอยู่ระหว่างการนำหุ่นยนต์เข้ามายัง สวทช. เพื่อให้นักวิจัยศึกษาระบบและทดลองค้นหา Use Case ที่เหมาะสม
แนวทางนี้มีนัยสำคัญ เพราะเป้าหมายที่ระบุไม่ได้เริ่มจากการกำหนดว่าหุ่นยนต์จะต้องทำอะไรให้ได้ก่อน แต่เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาศึกษา แล้วค้นหาว่า Use Case ใดเหมาะสมที่สุดกับบริบทของไทย
ในอีกด้านหนึ่ง เอกสารหลักของงานอธิบาย Physical AI ว่าเป็นการขยับ AI จากโลกดิจิทัลเข้าสู่โลกกายภาพ ทำให้ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์สามารถรับรู้ เรียนรู้ และโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมจริงได้ ซึ่งอาจมีบทบาทต่อภาคการผลิตและบริการในอนาคต
สิ่งที่ เนคเทคเคยทำ อาจอธิบายว่าทำไม “รากฐาน” ยังสำคัญ
ข้อมูลเสริมจา
จากเวทีเสวนา เนคเทคLegacy ช่วยให้เห็นภาพอีกด้านของบทบาท เนคเทคในช่วงที่ผ่านมา
หนึ่งในตัวอย่างคือ การนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาช่วยแก้ปัญหาการทำงานแบบ Data Silo ของภาครัฐ โดยมีการพัฒนาระบบอย่าง TPMAP เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความยากจน และระบบ e-MENSCR สำหรับจัดการข้อมูลติดตามและประเมินผลยุทธศาสตร์ชาติ
อีกตัวอย่างมาจากงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล DNA ข้อมูลการสอบสวน และความสัมพันธ์ระหว่างคดี โดยข้อมูลจากเวทีระบุว่า ระบบสามารถช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากผู้ต้องสงสัยไปยังคดีและผู้เกี่ยวข้องอื่นได้
บทเรียนร่วมของตัวอย่างเหล่านี้คือ เทคโนโลยีไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะมีความก้าวหน้าทางเทคนิค แต่มีความหมายเมื่อสามารถเชื่อมโยงกับโจทย์จริงและถูกนำไปใช้ในระบบงานจริง
จากงานวิจัยสู่การใช้งาน ยังเป็นโจทย์สำคัญ
สำหรับก้าวต่อไป เนคเทคระบุว่า การทำ Commercialization หรือการผลักดันงานวิจัยออกไปสู่การใช้งานจริง จำเป็นต้องอาศัยกลไกจากหน่วยงานที่ช่วยสนับสนุนการ Spin-off และการต่อยอด เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)
นี่ทำให้ “งานวิจัยไปสู่การใช้งาน” กลายเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่อยู่คู่กับการวิจัย Frontier Tech เพราะการมีเทคโนโลยีในห้องทดลอง ไม่ได้หมายความว่า เทคโนโลยีนั้นจะสามารถสร้างผลกระทบในระบบเศรษฐกิจหรือสังคมได้โดยอัตโนมัติ
Economic Impact กว่า 5 หมื่นล้านบาท เป็นตัวเลขที่ เนคเทครายงาน
ดร.ชัยได้ระบุว่า เนคเทคประเมิน Economic Impact ได้ประมาณ 10,000 กว่าล้านบาทต่อปี และเมื่อรวบรวมข้อมูลช่วงปี 2565–2568 มีมูลค่ารวม กว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมระบุว่า ROI อยู่ที่ประมาณ 14 เท่าของงบประมาณที่ได้รับ
40 ปีข้างหน้าอาจไม่ได้วัดกันที่ว่าไทย “มีเทคโนโลยี” หรือไม่
เนคเทคในวัย 40 ปี มีสิ่งที่เปลี่ยนไปจากยุคแรกของ เนคเทคคือ โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการเตรียมประเทศให้พร้อมกับเทคโนโลยีที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาและมีต้นทุนความเสี่ยงสูง
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ระบุว่า Frontier Research ต้องตอบรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและรองรับอุตสาหกรรมใหม่ โดยภาครัฐจำเป็นต้องช่วยพัฒนากำลังคน นักวิจัย และ National Lab เพราะเทคโนโลยีบางประเภทมีความเสี่ยงสูงจนภาคเอกชนอาจไม่สามารถลงทุนเองได้ในช่วงแรก โดยยกตัวอย่าง Quantum และ Space
ดังนั้น “What’s Next” ของ เนคเทคจึงอาจไม่ได้หมายถึงการมีห้องทดลองที่ล้ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือ การทำให้ไทยมี คน โครงสร้างพื้นฐาน องค์ความรู้ มาตรฐาน และกลไกการนำงานวิจัยไปใช้ ก่อนที่เทคโนโลยีเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน
จากรากฐาน ICT ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา สู่ Quantum, Space Communication และ Physical AI ในช่วงต่อไป ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เทคโนโลยีใหม่จะมาเมื่อไร” แต่คือ ประเทศไทยจะพร้อมแค่ไหนเมื่อมันมาถึง

